ความต้องการใช้และการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง (มกราคม - ธันวาคม 2545)


ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยมีปริมาณรวมทั้งสิ้น 36,601 ล้านลิตร เฉลี่ยวันละ100.3 ล้านลิตร โดยมีความต้องการ
ใช้น้ำมันดีเซลสูงสุดวันละ 44.1 ล้านลิตร(43.9%) รองลงมาได้แก่ น้ำมันเบนซินวันละ 20.1 ล้านลิตร(20.0%)  น้ำมันเตาวันละ 13.1
ล้านลิตร(13.1%) ก๊าซแอลพีจีวันละ 12.5ล้านลิตร(12.5%) และอื่นๆ

การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงในปีพ.ศ. 2545 มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 20,169 ล้านลิตร เป็นปริมาณที่ผลิตได้จากโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซใน
ประเทศ 19,365 ล้านลิตร และปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 43,259 ล้านลิตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ คิด
เป็นมูลค่าการนำเข้า 284,084.1 ล้านบาท และนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปปริมาณ 981 ล้านลิตร

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ เดือนมกราคม - มิถุนายน 2545  ( ปริมาณ/ล้านลิตร )

แหล่งนำเข้า
ปริมาณ
ร้อยละ
ตะวันออกกลาง
15,382
73.5
ตะวันออกไกล
3,901
18.6
อื่นๆ
1,643
7.9
รวม
20,926
100.0










การขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันสู่ผู้บริโภค


ขั้นตอนของการขนส่งน้ำมันและก๊าซจากโรงกลั่นน้ำมันไปสู่ผู้บริโภคมีความลำบากและซับซ้อนกว่าการขนส่งลำเลียงสินค้าประเภทอื่นๆ
มากเนื่องจากผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทำให้ต้องแยกการขนส่งลำเลียงเพื่อมิให้ผลิตภัณฑ์
แต่ละชนิดปะปนกัน   อีกประการหนึ่งเนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันและก๊าซบางชนิดระเหยเร็วและไวไฟ    ดังนั้นภาชนะและพาหนะ
รวมทั้งวิธีการที่ใช้ในการขนส่งลำเลียงต้องได้รับการออกแบบและเพิ่มมาตรการเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขนส่งลำเลียง


การขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซในระยะเริ่มแรกทำได้ครั้งละไม่มากนัก    ส่วนใหญ่จะบรรจุลงในภาชนะขนาดเล็กก่อนแล้วจึงขนส่ง
ลำเลียงต่อด้วยรถ เรือ หรือรถไฟ ซึ่งใช้บรรทุกสินค้าโดยทั่วไป   ต่อมาด้วยวิวัฒนาการด้านคมนาคมและการขนส่งลำเลียง   รวมทั้งความ
ต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซที่เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องขนส่งลำเลียงคราวละมากๆ  จึงได้มีการคิดค้นออกแบบพาหนะ เพื่อใช้ขนส่งลำเลียง
ผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซโดยเฉพาะซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ การขนส่งลำเลียงทางท่อ (Pipeline) ทางเรือ (Tanker & Barge)
ทางรถไฟ (Tank car) และทางรถบรรทุก (Tank Truck)


การขนส่งลำเลียงทางท่อ (Pipeline)
ทางเรือ (Tanker & Barge)
ทางรถไฟ (Tank car)
ทางรถบรรทุก (Tank Truck)

การขนส่งทางท่อ (Pipeline)

การขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านท่อนับว่าเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีปริมาณ
น้ำมันสูญเสียจากการขนส่งน้อยที่สุด ไม่ต้องเสียเวลากับการจราจรรวมทั้งไม่ต้องระวัง
มากนักเกี่ยวกับอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วย

เเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2537  บริษัทท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (Thappline)
ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของกลุ่มบริษัทน้ำมัน   ได้เริ่มดำเนินการขนส่งน้ำมันทางท่อ
ความยาว 252 กิโลเมตร จากกลุ่มโรงกลั่นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี  ไปยังคลัง
น้ำมันที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี และท่อแยก
จากอำเภอลำลูกกาไปยังบริษัทเชื้อเพลิงการบิน กรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  (BAFS)
ความยาว 27 กิโลเมตร เพื่อส่งเชื้อเพลิงอากาศยานให้แก่เครื่องบินในท่าอากาศยาน-
กรุงเทพ   ท่อส่งดังกล่าว   สามารถขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันได้หลายชนิด   คือเบนซิน
ไร้สารตะกั่วชนิดต่างๆ เชื้อเพลิงอากาศยาน  และน้ำมันดีเซล   สามารถขนส่งน้ำมัน
ได้ถึงวันละ 71 ล้านลิตร   ( เส้นทางการขนส่งท่อน้ำมันทางท่อ )
 

เส้นทางลำเลียงและขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันทางท่ออีกเส้นทางหนึ่งคือ เส้นทางจากโรงกลั่นน้ำมัน บางจากที่บางจาก คลังน้ำมันพระโขนง
และคลังน้ำมันที่ช่องนนทรีไปเก็บยังคลังน้ำมันปลายทางที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และไปยังบริษัทเชื้อเพลิงการบิน
กรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ท่อเส้นนี้ดำเนินการโดย บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด  ( FPT ) สามารถขนส่งน้ำมันได้ถึงวันละกว่า
10 ล้านลิตร


การขนส่งทางเรือบรรทุก (Tanker & Barge)

  การขนส่งลำเลียงทางเรือที่ออกแบบภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์น้ำมัน
และก๊าซเป็นพิเศษ พร้อมการรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัยสามารถ
บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซ โดยแบ่งประเภทการบรรทุกตั้งแต่
ขนาดเล็กที่สามารถลำเลียงในแม่น้ำลำคลอง   (Barges)   จนถึง
เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่  (Tankers)  ที่สามารถขนส่งลำเลียง
ผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซได้ครั้งละมากกว่า  500  ล้านลิตรขึ้นไป


การขนส่งทางรถไฟ (Tank Car)

การใช้รถไฟขนส่งลำเลียงผลิตภัณฑ์น้ำมันก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถขน-
ส่งได้ครั้งละมากๆ ในระยะทางไกลๆ  ถังที่บรรจุมีระบบป้องกันการ
กระแทกอย่างดี   ภายในถังเหล็กทรงกระบอกรูปไข่    หรือกลมแบ่งเป็น
ช่องๆตามแนวขวางป้องกันการกระฉอกของผลิตภัณฑ์น้ำมันในระหว่าง
การขนส่งลำเลียง
 


การขนส่งทางรถบรรทุก (Tank Truck)

  ลักษณะโดยทั่วไปของถังบรรจุผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซในรถบรรทุก
คล้ายคลึงกับถังที่ใช้ในการลำเลียงผลิตภัณฑ์น้ำมันโดยทางรถไฟ คือ
เป็นถังทรงกระบอกรูปไข่ ภายในถังจะแบ่งเป็นช่องๆ ตามแนวขวาง
ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มความแข็งแรงของถังและลดแรงกระแทก
ของน้ำมันในถัง ยังจะช่วยให้สามารถขนส่งลำเลียงผลิตภัณฑ์น้ำมัน
ได้มากชนิดบนรถคันเดียวโดยไม่ปะปนกันด้วย



กลุ่มผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย

จากข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งได้ทำการสำรวจ ณ สิ้นปี 2545 มีบริษัทผู้ค้าน้ำมันที่จดทะเบียนผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 7 
มีทั้งหมด 31 ราย โดยมี 14 ราย ที่มีสถานีบริการน้ำมันรวมกันทั้งสิ้น 5,330 ราย ดังนี้

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,413 แห่ง
บริษัทเชลล์ในประเทศไทย จำนวน 688 แห่ง
บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำนวน 674 แห่ง
บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 137 แห่ง
บริษัทคูเวตปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 130 แห่ง
บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,086 แห่ง
บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด จำนวน 521 แห่ง

นอกจากนี้เป็นสถานีบริการของบริษัทน้ำมันอื่นๆ ได้แก่ ซัสโก้ (129 แห่ง) คอสโม (100 แห่ง) เอ็มพี ปิโตรเลียม (114 แห่ง)
พีที (238 แห่ง) ทีพีไอ (75 แห่ง) พีซี (22 แห่ง) ไทยออยล์ (3 แห่ง) และผู้ดำเนินธุรกิจสถานีบริการอิสระ (11,995 แห่ง)

 

 
 
0000000หss