กรุณาเลือกหัวข้อที่ต้องการ
โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย
วิวัฒนาการการกำหนดราคาน้ำมันในประเทศไทย
สถานการณ์ตลาดน้ำมันของไทยในปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก
ชนิดและคุณภาพผลิตภัณฑ์น้ำมัน
น้ำมันเชื้อเพลิงปลอม
โครงการรับรองคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง
น้ำมันเครื่องปลอม
น้ำมันเถื่อน
สถานการณ์และแนวทางการจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว
การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยในปัจจุบัน เป็นไปตามระบบการค้าเสรี ราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวขึ้นลงไปตามกลไกการตลาด ซึ่งขึ้นอยู่กับ
ปัจจัยหลายอย่างเช่นภาวะการผลิต การใช้สถานการณ์ของโลกสังเกตเห็นได้ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูป ณ สถานีบริการน้ำมันยี่ห้อต่างๆ
มักจะเคลื่อนไหวขึ้นลงไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องตามราคาน้ำมันในตลาดโลก
ราคาขายน้ำมันในประเทศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ประกอบด้วย ราคา ณ โรงกลั่น บวกภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อ
ส่ง เสริมการอนุรักษ์พลังงาน และภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการ ประกอบด้วย ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น บวกค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม เราซื้อน้ำมันจากสถานี
บริการในราคาขายปลีกที่โครงสร้างของราคาประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
โครงสร้างราคาน้ำมัน
1) ค่าต้นทุนในการซื้อน้ำมันจากโรงกลั่น หรือนำเข้าจากต่างประเทศ โดยทั่วไปมีสัดส่วน
50-60% ของราคาขายปลีกน้ำมัน ณ สถานีบริการ
2) เงินภาษีและกองทุนที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ค้าน้ำมัน ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษี
มูลค่าเพิ่ม กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน คิดเป็น
สัดส่วน 30-35 %
3) ค่าการตลาด ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ เช่นค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่งการโรงกลั่นน้ำมัน ผ่านคลังน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ ค่าส่งเสริมการตลาด และค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ ค่าการตลาดนี้คิดเป็นสัดส่วน
ประมาณ 10%
ตัวอย่างโครงสร้างราคาน้ำมันในเขต กทม. และปริมณฑล (10 ตุลาคม 2548)
หน่วย : บาท/ลิตร
หน่วย:บาท/ลิตร
เบนซิน ออกเทน 95
ดีเซลหมุนเร็ว
ราคา ณ โรงกลั่น
18.6697
19.7327
ภาษีสรรพสามิต
3.6850
1.3050
ภาษีเทศบาล
0.3685
0.1305
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
1.5000
0.5000
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
0.0400
0.0400
ราคาขายส่ง (หน้าโรงกลั่น)
24.2632
23.2278
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ราคาขายส่ง)
1.6984
1.5196
ค่าการตลาด
1.2882
0.8993
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ส่งการตลาด)
0.0902
0.0629
ราคาขายปลีก
27.34
24.19
เพื่อให้เกิดความเข้าใจเมื่อพูดถึงโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทย มีคำนิยามหลายคำ ที่น่าสนใจ ดังนี้
1. ราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ (Import Parity Price)
ได้แก่ราคาต้นทุน ที่เกิดขึ้นจริงจากการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ประกอบด้วย ราคาน้ำมันในตลาดจรที่สิงคโปร์ (FOB)
ค่าประกันภัยในการขนส่งน้ำมันมาทางเรือ ค่าความสูญหาย (Loss) ค่าระวางหรือค่าขนส่ง (Freight) ค่าจัดเก็บน้ำมัน
(Handling Cost) และภาษีศุลกากรนำเข้าน้ำมัน (Import Duty) ทั้งหมดนี้รวมกัน เป็นราคาต้นทุนในการนำน้ำมันเข้าจากต่าง
ประเทศ
ราคาต้นทุน = ราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป
= ราคาน้ำมันในตลาดจรที่สิงคโปร์ + ค่าขนส่ง + ค่าประกันภัย + ค่าจัดเก็บน้ำมัน + ภาษีศุลกากรนำเข้า
2. ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น (Refinery Transfer Price)
คือราคาที่โรงกลั่นขายน้ำมันให้ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือ Marketer ประกอบด้วยราคาต้นทุนบวกกับภาษีสรรพสามิต (ประมาณ
3.70 บาทต่อลิตรสำหรับน้ำมันเบนซิน และ 2.30 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล) ภาษีเทศบาลซึ่งเป็นเงินเรียกเก็บเพื่อบำรุงท้องถิ่น
นั้นๆ (10% ของภาษีสรรพสามิต หรือ 20-30 สตางค์ต่อลิตร) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ประมาณ 1 บาทต่อลิตร) นอกจากนี้รัฐยังเรียก
เก็บเงินเข้ากองทุนต่างๆ อีก ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ประมาณ 50 สตางค์ต่อลิตร) เพื่อสนับสนุนนโยบายต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยว
ข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น ใช้เพื่อสนับสนุนก๊าซแอลพีจี และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ประมาณ 4 สตางค์ต่อลิตร)
ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น = ราคาต้นทุน + ภาษีต่างๆ + กองทุนต่างๆ
3. ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการ (Retail Price หรือ Pump Price)
ประกอบด้วยราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม
ราคาขายปลีก = ราคาต้นทุน + ภาษีต่างๆ + กองทุนต่างๆ
4. ค่าการตลาด (Marketing Margin)
คือค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงค่าขนส่งจากคลังน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน ค่าใช้จ่ายสำหรับสารปรับปรุงคุณภาพ
(Additive) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการตลาด และค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ
ค่าการตลาด = ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ + ค่าขนส่ง + ค่าส่งเสริมการตลาด + ค่าผลตอบแทนการดำเนินธุรกิจ
หน้าหลัก
I
ข่าวสาร
I สาระน่ารู้ I
ประวัติ
I
ความปลอดภัย
I
กฎระเบียบ
I
สถิติ
I
คุณรู้ไหม
I
การติดต่อ