การกำหนดราคาน้ำมันในประเทศไทยที่ผ่านมามีวิธีการที่แตกต่างกัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุคสมัย ดังนี้

1. ยุคที่มีการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
      คือช่วงตั้งแต่ต้นถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2534 รัฐบาลกำหนดราคาขายปลีก ณ สถานีบริการทั่วประเทศ เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันใน
      ประเทศมีกำลังผลิตน้อยกว่าความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศอยู่มาก ในขณะนั้นมีโรงกลั่นน้ำมันอยู่เพียง 3 โรง คือ โรงกลั่น
      น้ำมันบางจาก โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์  และโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่  ดังนั้นจึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อชดเชยปริมาณที่ยัง
      ขาดอยู่ในเวลานั้น ตลาดน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ สิงคโปร์ รัฐจึงกำหนดราคาน้ำมัน โดยใช้หลักความ
      เท่าเทียมกันกับน้ำมันนำเข้า (Import Parity) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิต และผู้นำเข้า ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น จึงถูก
      กำหนดโดยอิงกับราคาประกาศของโรงกลั่นในสิงคโปร์ และราคาน้ำมันนำเข้าจะอิงกับราคาตลาดจรสิงคโปร์ เพื่อให้สอดคล้องกับต้น
      ทุนการนำเข้าจริง ด้วยวิธีการนี้รัฐจึงเป็นผู้กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น ค่าการตลาด และราคาขายปลีก ณ สถานีบริการ

2. ยุคกึ่งควบคุมและกึ่งลอยตัวราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
      คือ ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม - 18 สิงหาคม 2534 ในช่วงนี้รัฐมีนโยบายสนับสนุนให้สร้างโรงกลั่นน้ำมันโดยเสรี และปล่อยราคา
      น้ำมันลอยตัว โดยรัฐยังคงควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นและราคาขายส่งอยู่เป็นระยะเวลาสั้นๆ ส่วนราคาขายปลีก ณ สถานีบริการ
      ผู้ค้าน้ำมันเป็นผู้กำหนดเอง

3. ยุคราคาน้ำมันลอยตัว
      คือ หลังวันที่ 19 สิงหาคม 2534 เป็นต้นมา รัฐมีนโยบายให้โรงกลั่น เป็นผู้กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น และผู้ค้าน้ำมันกำหนดราคาขาย
      ปลีก ณ สถานีบริการเอง โดยให้เป็นไปตามกลไกของตลาดเสรี ในช่วงแรกโรงกลั่นยังมีกำลังการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้ ไม่เพียงพอกับ
      ความต้องการภายในประเทศ  จึงมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป  ดังนั้นโรงกลั่นจึงต้องกำหนดให้ราคาหน้าโรงกลั่นเสมอภาคกับราคา
      นำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ เพราะหากโรงกลั่นกำหนดราคาต่ำกว่าราคานำเข้า จะทำให้โรงกลั่นไม่ได้ผลประกอบการเท่าที่ควร ในขณะ
      เดียวกันถ้าโรงกลั่นกำหนดราคาสูงกว่าราคานำเข้าก็จะทำให้ผู้ค้าน้ำมันนำน้ำมันสำเร็จรูปเข้ามาแทน ต่อมาเมื่อมีการตั้ง โรงกลั่นน้ำมัน
      ระยองและ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น กอปรกับเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
      ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศและต่างประเทศลดลงอย่างมาก ในขณะที่กำลังการผลิตของโรงกลั่นในประเทศแถบภูมิภาคนี้เกิน
      กว่าความต้องการมาก  จึงทำให้ค่าการกลั่นตกต่ำ โรงกลั่นน้ำมันต้องพยายามขายน้ำมันภายในประเทศ เพื่อให้ได้ผลประกอบการมาก
      ที่สุดก่อนส่งออกขายต่างประเทศ โรงกลั่นจึงต้องจูงใจผู้ค้าน้ำมันโดยการให้ส่วนลดที่ราคาหน้าโรงกลั่น ดังนั้นการกำหนดราคาหน้า
      โรงกลั่นจึงอยู่ระหว่างราคาส่งออกและนำเข้า เพื่อไม่ให้ผู้ค้าน้ำมันหันไปนำน้ำมันเข้าจากต่างประเทศ

      อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยในปัจจุบันนำเข้าน้ำมันถึงร้อยละ 90 ของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ  โดยนำเข้าในรูปของ
      น้ำมันดิบ  และน้ำมันสำเร็จรูปบางส่วนประกอบกับการค้าน้ำมันเป็นไปอย่างเสรี  ดังนั้นการกำหนดราคาน้ำมันของโรงกลั่นไทยใน
      ปัจจุบัน จึงขึ้นอยู่กับ การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก และการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีผล
      ต่อต้นทุนในการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง

      โดยทั่วไปหากราคาน้ำมันในตลาดโลกเปลี่ยนแปลง $ 1 ต่อบาร์เรล ต้นทุนราคาน้ำมันไทยจะเปลี่ยนแปลงประมาณ 25-29
      สตางค์ต่อลิตร (ณ อัตราแลกเปลี่ยน 40-46 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)



 
 
หน้าหลัก   I   ข่าวสาร   I   สาระน่ารู้   I   ประวัติ   I   ความปลอดภัย   I   กฎระเบียบ   I   สถิติ   I   คุณรู้ไหม   I   การติดต่อ