|

สถานการณ์ตัวเลขน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วในแต่ละกลุ่ม
ในปี 2541 สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้ประเมินข้อมูลปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่นของทั้งประเทศด้วยวิธีการรวบรวมข้อมูล
จากผู้ค้าน้ำมันทำให้ทราบว่ามียอดขายน้ำมันหล่อลื่นประมาณ 405
ล้านลิตรแบ่งเป็นน้ำมันหล่อลื่นยานยนต์ 292 ล้านลิตรน้ำมันหล่อลื่น
อุตสาหกรรม 101 ล้านลิตร น้ำมันหล่อลื่นสำหรับเรือ 12 ล้านลิตร มีช่องทางการจำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง 62
ล้านลิตร
ร้านค้า 109 ล้านลิตร อู่ซ่อมรถ 32 ล้านลิตร ผู้ผลิตยานยนต์ 56 ล้านลิตร
และขายให้ผู้ใช้โดยตรง 146 ล้านลิตร
จากการติดตามข้อมูลปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่นในปี 2545 จากผู้ค้าน้ำมันพบว่าปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ
470
ล้านลิตร ซึ่งสูงกว่าตัวเลขของกรมทะเบียนการค้าประมาณร้อยละ 35 - 40
เนื่องจากผู้ผลิตรายเล็กอีกร้อยกว่ารายไม่ได้แจ้งรายงานการ
จำหน่ายต่อกรมทะเบียนการค้า น้ำมันหล่อลื่น เมื่อใช้งานโดยทั่วไปจะถูกเผาไหม้และสูญหายไปในขั้นตอนใช้งานประมาณร้อยละ
30
เหลือเป็นน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วร้อยละ 70
ดังนั้นถ้านำตัวเลขของปี 2541 จำนวน 405 ล้านลิตร มาใช้ในการประเมินจะเหลือเป็นน้ำมัน
หล่อลื่นใช้แล้ว 284 ล้านลิตร ในจำนวนนี้คาดว่ามีการเททิ้งปนเปื้อนดินและแหล่งน้ำ 135
ล้านลิตร อีกประมาณ 72 ล้านลิตร ผ่านเข้า
ระบบการซื้อขาย เพื่อเข้ากระบวนการกลั่น / กรองนำกลับมาเป็นน้ำมันหล่อลื่นใหม่และใช้เป็นเชื้อเพลิงและประมาณ
72 ล้านลิตร นำไป
ใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยไม่ผ่านระบบซื้อขาย และที่เหลืออีก 5 ล้านลิตรจะถูกนำไปใช้ทาแบบสำหรับก่อสร้าง
ทาไม้กันปลวก ทาโซ่ เป็นต้น
แนวทางการจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วที่เหมาะสม
การกำจัดน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วมีหลายวิธีได้แก่
- ผสมกับน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นในโรงกลั่นน้ำมัน
วิธีการนี้จะต้องผ่านกระบวนการทำความสะอาดขั้นต้นเสียก่อน
อย่างไร
ก็ตามพบว่ามีอัตราการกัดกร่อนอุปกรณ์ในโรงกลั่นสูง ประกอบกับต้องมีวิธีกำจัดกากของเสียที่เกิดขึ้น
จึงไม่คุ้มค่าที่จะดำเนินการ
วิธีการนี้จึงไม่มีใช้ในเมืองไทย
- นำไปเข้ากระบวนการกลั่นหรือกรอง
วิธีการนี้จะต้องคำนึงว่าโรงกลั่นได้มาตรฐานหรือไม่ คุณภาพของน้ำมันที่ได้เป็น
อย่างไรวิธีการกำจัดกากของเสียเป็นที่ยอมรับทางวิชาการหรือไม่ ถ้าการกำจัดไม่สมบูรณ์ (ยังคงมีสารปนเปื้อนอยู่)
แต่จะส่งผล
ให้ผู้ใช้ไม่มั่นใจในคุณภาพของน้ำมันในที่สุด
ปัจจุบันในเมืองไทยมีโรงกลั่นและกรองน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วหลายโรง แต่ยังไม่มี
โรงใดสามารถกำจัดกากของเสียให้เป็นที่ยอมรับได้
- ใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในเตาเผา เป็นการใช้น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราส่วนประมาณ 2%โดยน้ำหนัก
แล้วนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง วิธีการนี้ต้องคำนึงถึงการกำจัดมลพิษทางอากาศและกากของเสียที่เกิดขึ้นด้วย
ขณะนี้ในเมืองไทยมีการ
ใช้แต่มักจะไม่ได้ตรวจสอบและควบคุมมลพิษและของเสียที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
- กำจัดโดยการเผาในเตาเผาขยะ
ในปัจจุบันกรมโรงงานฯ มีแผนที่จะติดตั้งเตาเผาซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก
ไม่เหมาะกับ
สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงต้องยืดเวลาโครงการออกไปก่อน
อย่างไรก็ตามในการกำจัดด้วยวิธีการนี้จะต้องมีการตรวจสอบ
มลพิษจากปล่องอุตสาหกรรมอย่างสม่ำเสมอ
- การกำจัดน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วในเตาเผาซีเมนต์ เตาเผาซีเมนต์เป็นเตาที่มีอุณหภูมิสูงเช่นเดียวกับเตาเผาขยะ ให้ความ
ร้อนสูงถึง 1,450.C มีระยะเวลาการเผาไหม้นาน อินทรีย์สารจึงถูกทำลายได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีกากของการเผาไหม้เหลือเป็นเถ้า
ให้ต้องกำจัดอีก เพราะเถ้ากลายไปเป็นเนื้อปูนได้
และไม่มีผลต่อคุณภาพของปูนซีเมนต์ด้วย วิธีนี้จึงเป็นการนำพลังงานมาใช้และลด
การใช้ทรัพยากรเชื้อเพลิง
ปัจจุบันมีเตาเผาปูนซีเมนต์ที่ใช้งานอยู่แล้วเป็นจำนวนมากกระจายอยู่แทบทุกภาคของประเทศ
วิธีการนี้
เป็นที่ยอมรับกันแพร่หลาย
ทั้งในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น เพราะไม่มีผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม และคุณสมบัติของผลผลิต
สำหรับประเทศไทยมีการทดลองใช้แล้วมีผลให้พิสูจน์ดังข้อมูลข้างล่าง
 |
มาตรการส่งเสริมการจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว
น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วมีสารจำพวกโลหะหนักและสารก่อมะเร็งที่อาจ
เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วมีค่า
ความร้อนสูง สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนได้ เพราะฉะนั้นการ
เททิ้งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการสูญเสีย
ทรัพยากรอีกด้วย ดังนั้นเมื่อต้นปี 2542
กรมโรงงานฯ จึงได้จัดทำ
โครงการ "รวมใจประสานจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว"
เป็นระยะ
เวลา 1ปี เพื่อเป็นโครงการนำร่องในการบริหารจัดการน้ำมันหล่อลื่น
ใช้แล้วให้เป็นระบบครบวงจรและถูกต้องตามหลักวิชาการครอบคลุม
พื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ
ปริมณทลและจังหวัดในภาค
ตะวันออก โดยความร่วมมือจากกลุ่มบริษัทน้ำมัน และกลุ่ม
อุตสาหกรรมยานยนต์ให้ประสานงานกับสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง
และศูนย์บริการรถยนต์ในสังกัดให้ดำเนินการขออนุญาตเป็นผู้ครอบ
ครองน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเข้าร่วม
โครงการโดย ขอให้จำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วให้กับบริษัทบริหาร
และพัฒนาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
จำกัด (GENCO) ในราคา ลิตร
ละ 1 บาท เพื่อนำไปผสมกับกากอุตสาหกรรมในอัตราส่วน 4:1 และ
นำไปจำหน่ายต่อให้กับกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงใน
เตาเผาปูนซีเมนต์ จากการดำเนินโครงการได้รับประโยชน์ดังนี้ |
1. เกิดผลในทางปฏิบัติ สามารถสร้างระบบการจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วอย่างถูกวิธีและครบวงจรได้ในระดับหนึ่ง เป็นพื้นฐาน
ของการสร้างระบบสำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วทั่วประเทศต่อไปในอนาคต
2. สามารถจัดเก็บน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วได้จำนวน
2,016,245 ลิตรและสามารถนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วที่เก็บได้ทั้งหมด ไปผสม
กับกากของเสียจากอุตสาหกรรม เพื่อส่งไปกำจัดในเตาเผาปูนซีเมนต์ได้ประมาณเดือนละ
31.5 ตัน หรือสามารถกำจัดการ
อุตสาหกรรมได้ประมาณ
472 ตัน
3. สามารถประหยัดพลังงาน สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาปูนซีเมนต์
แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปนเปื้อนของน้ำมัน
หล่อลื่นใช้แล้ว
และสามารถช่วยแก้ไขปัญหาน้ำมันหล่อลื่นปลอมหรือด้อยคุณภาพได้ระดับหนึ่ง
ปัจจุบัน
GENCO ยังดำเนินการจัดเก็บน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วได้อย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่เริ่มโครงการฯ จนถึงเดือนตุลาคม 2545
ปริมาณการจัดเก็บรวมทั้งสิ้น 8,092,160
ลิตร
การดำเนินโครงการฯ ดังกล่าว ยังทำให้ได้รับทราบปัญหาและอุปสรรคหลายประการ
ซึ่งส่งผลให้น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วที่จัดเก็บได้
น้อยกว่าที่ประมาณการไว้จากเดิม 36 ล้านลิตร ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจาก
1. น้ำมันหล่อลื่นใช้ต่อลิตรโดยตัวเองมีมูลค่า
ณ แหล่งกำเนิด คือมีราคาประมาณ 2.00-2.50 บาทต่อลิตร ในขณะที่โครงการฯ
รับซื้อในราคาเพียง
1 บาท ทำให้มีการปฏิเสธหรือจำหน่ายให้โครงการฯ เพียงบางส่วนเท่านั้น
2. โรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภทนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วไปใช้เป็นพลังงานแทนน้ำมันเตาหรือถ่านหินโดยจัดเก็บนอกระบบ
3. ขาดการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
ทำให้ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการฯ
ข้อเสนอแนะจากการดำเนินการโครงการฯ
1. ราคาน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วที่รับซื้อควรเป็นไปตามกลไกของตลาด
ซึ่งในระยะแรกภาครัฐอาจต้องหาแหล่งเงินทุนมาสนับสนุน
เพื่อให้น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วเข้าสู่ระบบทั้งหมด
โดยกำหนดราคาจากคุณภาพของน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว
2. ในส่วนของการควบคุม ควรกำหนดมาตรฐานสำหรับยานพาหนะที่จะใช้ในการขนส่ง
วิธีการผูกมัดผู้ใช้ปลายทางและผู้ที่
เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ในระบบและปฏิบัติให้ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
3. ควรมีการติดตามตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง
ศูนย์บริการหรือศูนย์รับเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ผู้เก็บรวบรวม
ผู้ใช้
ปลายทางหรือผู้กำจัดให้มีการดำเนินการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
4. ควรศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำเชื้อเพลิงสังเคราะห์หรือน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนใน อุตสาหกรรม
ประเภทอื่นนอกเหนือจากอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์
5. เปิดให้มีการเก็บน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วอย่างเสรีภายใต้มาตรฐานเดียวกันโดยให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้กำหนด
หลักเกณฑ์วิธีการออกใบอนุญาตมีไว้ในครอบครอง
โดยเฉพาะการมีไว้ในครอบครองเพื่อการเก็บรวบรวมและขนส่ง
6. ศึกษาพฤติกรรมของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วของผู้ใช้รถยนต์
เนื่องจากพบว่าปัจจุบันนิยมเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
ณ ศูนย์บริการฯ
มากกว่าสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่การจัดเก็บ
ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
7. กรมโรงงานฯ ควรตรวจติดตามและควบคุมการดำเนินการของโรงงานที่มีการนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วไปใช้ในการประกอบ
กิจการ เช่น โรงงานประเภทที่
50(4) ให้เข้มงวดเพื่อเป็นการจัดการให้น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้อง
8. หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์โดยผ่านสื่อต่างๆ ที่แต่ละหน่วยงาน มีช่องทางอยู่ ผลในทางปฏิบัติ
ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ
"รวมใจประสานจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว" สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายพลังงาน
แห่งชาติ จะนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วทั่วประเทศต่อไปในอนาคต โดย
จะจัดตั้งคณะกรรมการหรืออนุกรรมการเพื่อกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกำหนดให้ผู้
ก่อมลพิษประเภทน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วต้องจ่ายค่าการกำจัด
( Polluter Pays Principle ) โดยจะเก็บเงินจากกองทุน
อนุรักษ์พลังงานของเบนซินและดีเซลเพื่อนำมาจ่ายชดเชย ออกใบอนุญาตครอบครองและกำหนดหลักเกณฑ์การจัดระบบ
การเก็บ ขนส่ง
บำบัด และกำจัด จัดตั้งกองทุน หรือใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์บริหารจัดการ
สนับสนุนให้มีการนำ
น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน
|